http://oldweb.econ.tu.ac.th/
โครงการปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มธ. เลขที่2 ถ.พระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร 0-2623-5145,0-2613-2423,0-2613-2479

ความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์ก่อนการก่อตั้งคณะเศรษฐศาสตร์

ก่อนปี พ.ศ. 2454 ซึ่งเป็นปีที่มีการพิมพ์ตำราทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประประเทศไทย วิชาเศรษฐศาสตร์

ในสมัยนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนธรรมดาทั่วไป ผู้ที่พอจะเข้าใจวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริงก็มีแต่

ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการในขณะนั้น ซึ่งท่านเหล่านั้นก็มีความคิดก้าวหน้าเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ และเนื่องจาก

วิชาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวพันกับการเมือง และลัทธิเศรษฐกิจอยู่มาก ดังนั้น ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ จึงไม่ได้รับการสนับ

สนุนหรือแม้กระทั่งได้มีการระงับไม่ให้สนใจอีกด้วย โดยเกรงว่าจะเป็นภัยแก่การปกครองบ้านเมืองในสมัยนั้น

บุคคลที่จัดได้ว่า เป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ท่านแรกของประเทศไทยเห็นจะได้แก่ ท่านพระยาสุริยานุวัตร์ ท่านผู้นี้

ได้เรียบเรียง และพิมพ์ตำราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของประเทศไทยชื่อว่า " ทรัพยาศาสตร์ " ขึ้นใน พ.ศ.2454 แต่ได้ถูก

รัฐบาลในสมัยนั้น ขอร้องไม่ให้นำออกเผยแพร่ จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว ดร. ทองเปลว ชลภูมิ

จึงได้นำหนังสือเล่มนั้น ออกมาพิมพ์ขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อว่า " เศรษฐศาสตร์วิทยาภาคต้น เล่ม 1 " ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ภาค

ภาคหนึ่งว่าด้วยการสร้างทรัพย์ ภาคสองว่าด้วยการแบ่งปันทรัพย์ ซึ่งศึกษาถึง ค่าเช่า ที่ดิน ค่าแรง กำไร และการร่วมทุนร่วม

แรงร่วมผลประโยชน์ นับได้ว่าหนังสือเล่มนี้ได้เริ่มให้ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ แก่ประชาชนชาวไทยอย่างจริงจังเป็นครั้ง

แรก

ต่อมา ในปี พ.ศ.2459 ท่าน น.ม.ส. ( กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ) ได้ตีพิมพ์หนังสือตลาดเงินตรา " Money Market " ซึ่ง

เป็นเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องของวิชาเศรษฐศาสตร์ ท่าน น.ม.ส.ได้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นจำนวน 1,000 ฉบับ มีความหนา

ทั้งสิ้น 140 หน้าตอนที่ 9 ว่าด้วย " วิชาจัดเงินตราในกรุงสยาม " หนังสือเล่มนี้คงจะได้รับความนิยมน้อยไป จึงไม่ได้มีการ

ตีพิมพ์หนังสือเรื่องอื่น ๆ ของวิชาเศรษฐศาสตร์กันขึ้นอีก

จนกระทั่งในปี พ.ศ.2473 โรงเรียนกฎหมาย ซึ่งก่อตั้งโดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เมื่อ พ.ศ.2440 ได้มีการปรับปรุง

หลักสูตรการศึกษา และได้เพิ่มเวลาการให้ความรู้จาก 2 ปี มาเป็น 3 ปี ได้มีการเสนอให้สอนกฎหมายปกครอง และวิชาทาง

เศรษฐศาสตร์ ด้วยข้อเสนอการสอน วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้รับการอนุมัติ คงให้สอนแต่วิชา กฎหมายปกครอง ฉะนั้นในปี

พ.ศ. 2474 จึงได้มีการสอน วิชากฎหมายปกครองขึ้นเป็นครั้งแรก โดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นผู้สอน ซึ่งท่านได้นำเอา

วิชาเศรษฐศาสตร์มาแทรกสอนไว้ตอนท้ายของ กฎหมายปกครองด้วยโดยให้ชื่อว่า " การงานซึ่งฝ่ายปกครองกระทำเพื่อส่ง

เสริมฐานะ และความเป็นอยู่ความสุขของราษฎร์ " ( Service des seins ) ซึ่งท่านได้แยกการงานนี้ ออกเป็น 2 สาย คือ (1)

ในทางเศรษฐกิจ ( Economic Politique ) และ ( 2 ) ในทางสมาคมกิจ ( Economic Social ) ในทางเศรษฐกิจนั้น ท่านได้

อธิบายถึง ประดิษฐกรรม ( Production des richesses ) ปริวรรตกรรม ( Circulation des richesses ) วิภาคยกรรม

( Repartition des richesses ) และโภคยกรรม ( Consummation des richesses ) มีข้อความทั้งสิ้นเพียง 5 หน้าเท่านั้น

ในเวลาใกล้ ๆ กัน ที่สามัคยาจารย์ก็ได้มีการบรรยายวิชา เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น และได้ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือของสามัค

ยาจารย์ด้วย

ต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โรงเรียนกฎหมายได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

ณ ตึกโรงเรียนกฎหมายเดิมเชิงสะพานพิภพลีลา มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดสอนตั้งแต่ปริญญาตรี จนถึงขั้นปริญญาเอก แต่ใน

ระยะแรกนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เปิดสอนระดับ ปริญญาตรี และนิติศาสตร์ เพียงสาขาเดียว ผู้ที่ได้รับ

ปริญญาตรีในทาง นิติศาสตร์นี้เรียกว่า " ธรรมศาสตร์บัณฑิต " ใช้อักษรย่อว่า " ธ.บ. " วิชาเศรษฐศาสตร์ก็ได้ถูกบรรจุไว้ใน

ภาค 5 และภาค 6 ของหลักธรรมศาสตร์ บัณฑิต 2 วิชา คือ ' ลัทธิเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ ' ส่วนการศึกษาปริญญาโทและ

ปริญญาเอกนั้น กลับมีการสอนวิชา เศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะ นอกเหนือไปจากการสอนในระดับ ปริญญาโทและเอก ในสา

ขาวิชา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการฑูต ผู้ที่เข้าศึกษาในระดับปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ได้นั้น จะต้องสำเร็จเป็น ธ.บ.

หรือ มีความรู้เทียบเท่าเสียก่อน การศึกษาในระดับ ปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ ในสมัยนั้น กำหนดให้เรียนวิชา ประวัติ

ศาสตร์ลัทธิเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์พิสดาร กฎหมายอุตสาหกรรม การทะเบียน และสถิติพยากรณ์ กฎหมายกรรมกร ความ

รู้ทั่วไปในการสาธารณูปการ วิทยาศาสตร์ การคลังและกฎหมายการคลัง การธนาคารและเครดิตสถาน การบัญชี ความรู้ทั่วไป

ในเทคนิคการพาณิชย์ คมนาคม เกษตร อุตสาหกรรม โยธา การฝึกหัดงานในทบวง การเมืองหรือการฝึกหัดงานในที่อื่น ซึ่ง

มหาวิทยาลัยจะกำหนด และวิชาอื่น ๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะกำหนดเพิ่มเติม ผู้ที่ได้รับปริญญาโทในทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า

' เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต ' ใช้อักษรย่อ ' ศ.ม. ' ส่วนการศึกษาในระดับปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์นั้นจะ ' มีการค้นตำรา

เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษ การค้นตำราเศรษฐศาสตร์ภาษาฝรั่งเศส การแต่งตำราเศรษฐศาสตร์ภาษาไทย... ' ผู้ที่ได้ปริญญาเอก

ในทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า " เศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต " ใช้อักษรย่อว่า " ศ.ด. "

เมื่อมหาวิยาลัยเปิดสอนใหม่ ๆ ศาสตราจารย์ เดือน บุนนาค ได้เป็นผู้สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย ์ฮัจ เจสสัน

เป็นผู้สอนวิชาลัทธิเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมามอบให้ด๊อกเตอร์ อุไภย พินธุโยธิน เป็นผู้สอน ส่วนศาสตราจารย์ แอล ดูปาลตร์ เป็น

ผู้สอนวิชาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในชั้นปริญญาโท

ในช่วงนี้เองได้มีธรรมศาสตร์บัณฑิตท่านหนึ่ง คือ คุณสหัส กาญจพังคะ ได้แปลหนังสือ The Principles of Political

Economiy ของศาสตราจารย์ Charle Gide จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย โดยมอบให้ คุณเจริญ ไชยชนะ ซึ่งเป็นธรรม-

ศาสตร์บัณฑิตเช่นเดียวกัน เป็นผู้พิมพ์ออกจำหน่าย ในกลางปี พ.ศ. 2479 โดยมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า " หลักเศรษฐศาสตร์

ของชาร์ล จีต " ขณะเดียวกัน คุณพระสารสาส์ พลขันธ์ ซึ่งพำนักอยู่ที่โตเกียว ก็ได้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์ขึ้นสองเล่ม คือ

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า และเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเงิน ซึ่งได้พิมพ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2480 และ พ.ศ. 2481 ด้วย

วัตถุประสงค์ที่จะกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัว ทำการค้าโดยใช้สนวนแบบง่าย ๆ

การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในระยะแรก ๆ นี้ เป็นไปตามแนวการสอน ของฝรั่งเศสแบบ

เก่า มหาวิทยาลัยเห็นว่ายังไม่มีผู้สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ได้ศึกษา วิชาเศรษฐศาสตร์มาโดยเฉพาะ จึงได้ขอร้องให้ นายป๋วย

อึ้งภากรณ ์ ธรรมศาสตร์บัณฑิต ซึ่งทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย ในเวลานั้น และได้ทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อ ที่ประเทศอังกฤษ

พยายามเข้าศึกษาใน School of Economics ของมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งท่านก็ได้ศึกษาจนสำเร็จขั้นปริญญาเอก และใน

ระยะเวลาต่อมาท่านผู้นี้ได้มีบทบาทอย่างมาก ในการพัฒนาการเรียนการสอน วิชาเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย โดยเฉพาะ

ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้เกิดสงครามโลกขึ้น การศึกษาต่าง ๆ ได้หยุดชะงักไป แต่ในระหว่างสงครามโลกนี้ได้

มีนักเศรษฐศาสตร์สองท่าน ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์ขึ้นมา คือ นายบุญมา วงศ์สวรรค์ ซึ่งในระยะเวลาต่อมา

ได้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมศุลกากร และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เขียน " เศรษฐศาสตร์ในเวลาสงคราม " กับ

ดร.ทองเปลว ชลภูมิ เขียน " ทฤษฎีเงินตรา " เรื่องเศรษฐศาสตร์ในเวลาสงครามนี้ ต่อมาได้ถูกจัดให้เป็น วิชา เศรษฐกิจใน

ยามสงคราม ซึ่งในครั้งแรกสอนในชั้น ปริญญาตรี และต่อมาให้สอนในชั้น ปริญญาโท ของคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งได้จัดตั้ง

ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2492

พอสงครามเสร็จ ถึงแม้ว่าการเมืองจะยุ่ง และ มีการปฏิวัติอีกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2491 จนผู้ประศาสน์การ คือ

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ต้องออกจากประเทศ แต่มหาวิทยาลัยก็ได้เปิดสอนต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ผู้ประ

ศาสน์การได้เข้ามายึดวังหลวง และก่อนเข้าวังหลวง ท่านก็ได้มาที่มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงถูกเพ่ง

เล็งทันทีว่าเป็นแหล่งการเมือง ได้มีการส่งกองทหารมายึดมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยต้องปิดไปอีกพักหนึ่ง เมื่อได้มีการ

เปิดสอนใหม่อีกครั้ง ได้มีการแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นคณะต่าง ๆ ทั้งนี้อาจมีเหตุผลที่สำคัญสองประเด็นด้วยกันคือ ธรรม

ศาสตร์เป็นกลุ่มใหญ่ ฉะนั้นถ้ากระจายออกเป็นหลายคณะ จะทำให้กลุ่มเล็กลง การรวมตัวกันเพื่อดำเนินการ ทางการเมือง

่คงจะเป็นไปได้ยากขึ้น อีกประเด็นหนึ่งอาจเป็นเพราะ มีบางแห่งท่านเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะมีการแยกความรู้ขั้นพื้นฐาน

่เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ที่มีอยู่ในหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต ออกมาศึกษาให้ลึกซึ้ง ดังนั้น คณะกรรม

่การมหาวิทยาลัยในขณะนั้นจึงได้เสนอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เหมาะสมกับกาลสมัย โดย

่แบ่งการศึกษาในมหาวิทยาลัยออกเป็น 4 คณะ คือ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และ คณะพาณิชย์-

่ศาสตร์และการบัญชี

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในวันที่ 14 มิถุนายน 2492 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการประ

่กาศแต่งตั้งคณะทั้งสี่ขึ้นมา ในวันเดียวกันนี้ ศาสตราจารย์เดือน บุนนาค ก็ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งคณบดีคณะ

่เศรษฐศาสตร์ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ตั้งอยู่ที่อาคารตึกโดม ทางปีกซ้ายของโดม เมื่อหันหน้าโดมมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไปจน

่ถึงประตูมหาวิทยาลัย ด้านท่าพระจันทร์ ศาสตราจารย์ เดือน บุนนาค ได้รักษาราชการในตำแหน่ง คณบดี จนกระทั่งเดือน

่ตุลาคม 2492 มหาวิทยาลัยจึงได้แต่งตั้งให ้ศาสตราจารย์ ขุนประเสริฐศุภมาตรา เป็นคณบดี จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2499

่ศาสตราจารย์ ดร. สมทบ สุวรรณสุทธิ ก็ได้รับตำแหน่งคณบดี มาจนถึงเดือน กันยายน 2507 และในเดือน กันยายน นั้นเอง

่ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้รับตำแหน่งต่อมาจน

่กระทั่งถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2514 ศาสตราจารย์ ป๋วย ได้เดินทางไปสอนหนังสือ ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

่มหาวิทยาลัยจึงแต่งตั้งให้ ดร. วิญญู วิจิตรวาทการ รักษาการแทน ไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2515 เนื่องจากสภาวะทางการ

่เมืองในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวย ศาสตราจารย์ป๋วย จึงได้ลาออกจากตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจึงได้แต่ง

ตั้งให้ ดร. วิญญู วิจิตรวาทการ ดำรงตำแหน่งคณบดีแทน ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2515 คณะเศรษฐศาสตร์ได้ย้ายจากตึกโดม

มาอยู่ที่ตึก 5 ชั้น ซึ่งใช้อยู่จนทุกวันนี้ จนกระทั่งวันที่ 18 พฤศจิกายน 2516 ดร.วิญญู ได้ขอลาออกจากราชการในช่วงนี้ คณา

จารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์ได้มีการตกลงกันว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคณบดี ควรจะผ่านการสรรหาของคณาจารย์ และข้าราช

การของคณะเศรษฐศาสตร์เสียก่อน แทนที่จะถูกแต่งตั้งมาจากสภามหาวิทยาลัยโดยตรงเช่นแต่ก่อน และวาระการดำรงตำ

แหน่งก็ไม่ควรเกินกว่า 2 ปี ดังนั้น หลังจากที่ ดร. วิญญู วิจิตรวาทการ ได้พ้นจากตำแหน่งคณบดีไปแล้ว คณะเศรษฐศาสตร์

จึงได้มีการเปลี่ยนผู้เขาดำรงตำแหน่งคณบดีตามวาระของการดำรงตำแหน่งครั้งละ 3 ปี